‘โอเอ’ขอมีที่ยืนบนธุรกิจ ยืนยันไม่ใช่’ทัวร์ศูนย์เหรียญ’

“โรจน์รุ่งรังสี” ทายาท “โอเอ” เปิดใจขอมีที่ยืนบนธุรกิจ วอนสังคมเข้าใจว่า ธุรกิจที่ตระกูลดำเนินการ ไม่ใช่ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ย้อนรอยเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างเข้มข้น เพราะถือเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว จนนำไปสู่การแจ้งข้อหาอั้งยี่และข้อหาฟอกเงินต่อจำเลยทั้ง 13 รายและจบลงที่ศาลยกฟ้องแบบไร้มลทิน เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ครอบครัว “โรจน์รุ่งรังสี” ถูกดำเนินคดี 4 ชีวิตพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน จนได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี ยังไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใดมาก่อน ครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี หนึ่งในทายาทธุรกิจในเครือโอเอทรานสปอร์ต ผู้ร่วมชะตากรรมพร้อมบิดา มารดาและน้องชายคนเล็ก ได้ออกมาเปิดใจพร้อมทั้งกล่าวว่า ถึงแม้ศาลยกฟ้องครอบครัวโรจน์รุ่งรังสีแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ออกไปในด้านที่กระทบกับเจ้าหน้าที่รัฐ  ครอบครัวเราขอยืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวเหล่านั้น ไม่ได้มีที่มาจากบุคคลใดในครอบครัวเลย เกรงว่าจะมีการเข้าใจผิด    

น.ส.สายทิพย์ กล่าวต่อว่า ครอบครัวเรายินดีและเข้าใจดีว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริษัทโอเอ และกลุ่มบริษัทฯอื่นๆ อีก 5 กลุ่มที่ประกอบธุรกิจเหมือนกับเรา คือให้บริการรถเช่า และห้างร้านค้าขายสินค้าจากผู้ผลิตไทย ต่างดีใจที่รัฐบาลใส่ใจ นั่นเป็นเพราะรัฐบาล คสช.สร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นกับประเทศ แม้ว่าเราได้รับผลกระทบแต่ครอบครัวเราไม่เคยคิดที่จะหลบหนี เราให้ความร่วมมือเสมอมา รวมถึงแสดงความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่เริ่มต้น โดยการเข้าไปแสดงตัวและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ได้รับหมายเรียก ซึ่งพวกเราพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธ์

“แม้ว่าดิฉันและครอบครัวจะปราศจากอิสระภาพต้องควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำเป็นเวลาหลายเดือน ชีวิตของครอบครัวและธุรกิจที่คุณพ่อคุณแม่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อและสองมือเป็นเวลากว่า 40 ปีต้องประสบภาวะวิกฤต แต่พวกเรายังมีความเชื่อมั่นในระบบความยุติธรรมและภาครัฐ วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจของครอบครัวตรงตามที่ศาลวินิจฉัยว่า เราไม่ใช่บริษัททัวร์ หรือขายทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้ามา เราแค่เป็นผู้ให้บริการเช่ารถทัวร์ เรามีร้านค้าขายสินค้าขายของที่ระลึก เหมือนร้านค้าทั่วๆ ไปตามแหล่งท่องเที่ยว ถ้าเปรียบธุรกิจของเราก็เหมือน ธนาคาร สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร คือธุรกิจให้บริการ เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า บริษัททัวร์ไหนคือทัวร์ศูนย์เหรียญ” น.ส.สายทิพย์กล่าว 

น.ส.สายทิพย์ กล่าวต่อว่า ถึงตรงนี้ครอบครัวเรามีโอกาสชี้แจงให้สังคมเข้าใจความจริงเกี่ยวกับธุรกิจนี้มากขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวดิฉัน แต่สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวมและบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจเหมือนกันอีก 4 บริษัทฯที่ไม่ถูกโชคชะตาเล่นงานเหมือนกับเรา ซึ่งเราก็ไม่ต้องการให้ใครต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์แบบเดียวกัน และไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับนักท่องเที่ยวอีกต่อไป สุดท้ายครอบครัวดิฉัน อยากขอวิงวอนผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ขอแค่ได้มีที่ยืนบนธุรกิจที่เราสร้างมาต่อไปและเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐทุกอย่าง ขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองช่วยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เจริญก้าวหน้า สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews